บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

อารมณ์6

เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2562 - 13:57 น.
AA 6

การปล่อยวาง ในทางพุทธ น่าจะหมายถึง ความสามารถในการกำจัดกิเลสที่จะเกิดตามความรู้สึก เมื่อได้รับรู้อารมณ์ต่างๆ เรียกว่า ไม่ยินดียินร้ายกับอารมณ์

ในชีวิตจริงคงต้องใช้สติสมาธิ ฝึกการปล่อยวางไปทีละเล็กทีละน้อย การจะปล่อยวางได้จริงจัง ต้องอาศัยการฝึกสมาธิและวิปัสสนา จนสำเร็จอริยบุคคลอย่างน้อยระดับพระอนาคามีขึ้นไปจนเกือบจะสำเร็จอรหันต์

ในทางพุทธศาสนา อารมณ์หมายถึงสิ่งที่จิตไปเกาะเกี่ยวอยู่แล้วยึดจิตไว้คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ เรียกว่าอารมณ์6

ธรรมารมณ์ หรือ ธรรมธาตุ หรือเจตสิก ก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็น3นามขันธ์ ที่จิตเกาะจับรับรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ

บางสำนักเรียกสามนามขันธ์นี้ว่า เป็นหนูเจอรี่สามตัว ที่คอยกวนให้จิต วุ่นวาย เป็นทุกข์ หรือมีอารมณ์ต่างๆ

ตัวอย่างธรรมารมณ์

1) อารมณ์ ที่ใจรู้ หรือ เกิดทางใจ (เวทนาทางใจ )

2) สิ่งที่ใจคิด ความคิด จินตนาการ (สังขารขันธ์)

3) สิ่งที่ใจเก็บมาคิด ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วหน่วงดึงมาเป็นอารมณ์ (สัญญาขันธ์)

4) สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ สัมผัสด้วยใจ ( เวทนาภายใน เกิดขึ้นในฌาน และญาณหยั่งรู้ )

อารมณ์ที่ดี เกิดจากสุขเวทนา มีราคานุสัยตามมาด้วย เป็นอิฏฐารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ยินดี ด้วยอาสวะ หรือกามราคะสังโยชน์ เป็นกิเลสละเอียด คือกิเลสวัฏ และถ้าคิดต่อออกไป ก็เป็นกามฉันท์นิวรณ์ หรือ อุปกิเลส16 หรือมโนกรรม3 ประกอบด้วยเจตนา จัดเป็นกิเลสหยาบ3 คือโลภ โกรธ หลง เหนี่ยวนำให้เกิดตัณหา ทกำให้เกิด ทุจริตทางกายวาจาใจ เหล่นนี้เป็น-กรรมวัฏ

อารมณ์ที่ไม่ดี เกิดจากทุกขเวทนามีปฏิฆานุสัยตามมาด้วย เป็นอนิฏฐารมณ์ ทำให้มีความยินร้าย ไม่ชอบ โกรธเคือง แค่นี้เป็น อาสวะหรือ ปฏิฆะสังโยชน์ คือกิเลสวัฏ ถ้าขาดสติ คิดต่อออกไปถึงโกรธเคือง ประทุษร้าย ก็เป็นพยาบาทนิวรณ์ หรืออุปกิเลส16 หรืออกุศลกรรมบทสิบ จัดว่าเป็นกิเลสหยาบ มีทุจริตทางกายวาจาใจ คือกรรมวัฏฝ่ายบาป

พระอรหันต์ ละสังโยชน์เบื่องบนได้ ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ทั้ง6แล้ว

ปุถุชนคนธรรมดา และอริยบุคคลที่ยังไม่ได้พระอรหันต์ ยังมีกิเลสกับอารมณ์ที่เกิดจากกามคุณห้า เรียกว่ารูปราคะสังโยชน์

และยังมีกิเลสในธรรมารมณ์ซึ่งรับรู้ทางใจ เรียกว่าอรูปราคะสังโยชน์

ปกติคนจะต้องพบกับผัสสะ6 ทั้งวันทุกวันแม้เข้าสมาธิก็ยังมีผัสสะทางใจ เกิดเวทนาภายใน เช่น ปีติหรือสุข

คำว่าผัสสะคือมีจิตเข้าจับ(ก่อภพเกิดชาติ)รับรู้ เรียกว่ารับรู้อารมณ์6 ซึ่งมีสองส่วน

อนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่ดี มีทุกขเวทนา มีปฏิฆานุสัยตามมา ก็จะเกิดปฏิฆะสังโยชน์ ไม่ยินดี(ยินร้าย) ไม่ชอบ โกรธเคือง คิดต่อออกไปเป็นพยาบาทนิวรณ์ หรือเป็นอุปกิเลส16 เป็นกรรมวัฏ

อิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ดีมีสุขเวทนาจะมีกามราคานุสัย ซึ่งเมื่อประกอบกับกุศลจิตก็จะเกิดเมตตา กรุณา อาจคิดต่อออกไปเป็น เสียสละ ปกป้อง เช่นรักลูก

แต่ถ้าประกอบกับอกุศลจิต ก็จะเกิดกามราคะสังโยชน์ กำหนัดยินดีพอใจ ถ้าคิดต่อออกไป ก็จะเกิดกามฉันทนิวรณ์เรียกว่ากามวิตก หรือ เกิดอุปกิเลส เป็นกิเลศโลภกับหลง และจะเหนี่ยวนำตัณหาตามมา

มันวุ่นไปหมดและเกิดความทุกข์ ดังนั้นการอยู่”นิ่ง”ไม่รับเอาอารมณ์เข้ามา มันก็จะเกิดความ "ว่าง" ที่จะเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ความทุกข์ก็จะไม่เกิดตามมา.....

* แต่การที่เราจะ นิ่ง ไม่รับอารมณ์ ได้อย่างเป็นปกติธรรมชาติ.. คือเราต้องปฏิบัติวิปัสสนาละสังโยชน์ตัวที่ 6 รูปราคะ และ 7 อรูปราคะ นั่นคือผ่านระดับโสดาบัน สกิทาคามี และอนาคามี มาแล้ว ไม่ง่ายเลย..

เรื่องธรรมะนั้นเรียนกันได้ตลอดชาติ ไม่รู้จบ - แต่ทำไม่ได้...

เรียนให้จบ คือเรียนให้ทำได้..?

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20
ความเห็นล่าสุด
  •  
คัดลอก URL แล้ว

อารมณ์6